ประวัติ รร.สธ.ทอ.ฯ

จอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถกรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ
ทรงเป็นผู้วางรากฐานเสนาธิการโดยทรงก่อตั้งโรงเรียนเสนาธิการทหารบกขึ้นเมื่อ ๓ เม.ย.๒๔๕๒ ซึ่งนับได้ว่าพระองค์ทรงเป็น บิดาของเสนาธิการของกองทัพไทย

นับตั้งแต่กองทัพอากาศ ได้เริ่มก่อตั้งโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศจนถึงปัจจุบัน โรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศได้เปิดการศึกษามาแล้ว ๕๒ รุ่น มีผู้สำเร็จการศึกษาไปแล้ว เป็นจำนวน ๔,๑๖๘ คน ดังนี้

- ทหารอากาศจำนวน ๓,๗๑๐ คน
- ทหารบกจำนวน ๔๑๒ คน
- ทหารเรือจำนวน ๑๐๕ คน
- ตำรวจจำนวน ๘๘ คน
- ข้าราชการพลเรือน (ข้าราชการกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยและกรมการบินพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม) จำนวน ๑๘ คน
- นายทหารจากกองทัพอากาศ มาเลเซียจำนวน ๒๒ คน
- นายทหารจากกองทัพอากาศ สาธารณรัฐเกาหลีจำนวน ๗ คน
- นายทหารจากกองทัพอากาศ สาธารณรัฐอินเดียจำนวน ๓ คน
- นายทหารจากกองทัพอากาศ ออสเตรเลียจำนวน ๔ คน
- นายทหารจากกองทัพอากาศ สหรัฐอเมริกาจำนวน ๑ คน

ประวัติความเป็นมาโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ

เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๒ กองทัพอากาศในขณะยังมีฐานะเป็นเพียงกรมอากาศยาน ได้พิจารณาเห็นความจำเป็นว่าควรจะเปิดโรงเรียนสำหรับการศึกษาชั้นสูงของนาย ทหารนักบิน ซึ่งในขณะนั้นมีนายทหารที่สำเร็จการศึกษามาจากโรงเรียนการบินชั้นสูง (Air Tactical School) ของอเมริกันเพียง ๓ ท่าน กับนายทหารผู้ใหญ่อีกเป็นจำนวนหนึ่งพอที่จะช่วยดำเนินการในเรื่องนี้ได้ ดังนั้นในปี พ.ศ.๒๔๗๕ กองทัพอากาศจึงได้จัดตั้ง "โรงเรียนการบินชั้นสูง" ขึ้น มีนายทหารเข้ารับการศึกษาเรียกว่า "นายทหารฝึกหัดราชการ" จำนวน ๑๐ คน แต่โรงเรียนการบินชั้นสูงนี้เปิดให้การศึกษาได้เพียง ๑ ปีก็ต้องยุติการดำเนินการลง เนื่องจากประสบกับปัญหาทางการเมือง และเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย ถึงแม้กระนั้น กองทัพอากาศก็ตระหนักดีว่าการพัฒนากำลังทางอากาศของชาติให้เข้มแข็งได้นั้น จะต้องมีโรงเรียนที่ผลิตนายทหารสัญญาบัตรของตนเองอันได้แก่ โรงเรียน นายเรืออากาศ และโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ โดยจะตั้งโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ ฯ ขึ้นเป็นลำดับแรก แต่การจะตั้งโรงเรียนเสนาธิการ ได้นั้นจำเป็นต้องมีอาจารย์ประจำที่ศึกษามาทางนี้โดยตรง ซึ่งในขณะนั้นกองทัพอากาศยังไม่มีบุคลากรที่จะมาช่วยดำเนินการในเรื่องนี้

ดังนั้นในปี พ.ศ.๒๔๗๙ พลอากาศโท หลวงเทวฤทธิ์ พันลึก ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารอากาศในขณะนั้น จึงได้คัดเลือกนายทหารส่งไปศึกษา ณ โรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศต่างประเทศ คือ นาวาอากาศโท ทวี จุลละทรัพย์ นาวาอากาศโท หะริน หงสกุล นาวาอากาศตรี สวัสดิ์ โพธิ์วิหค และ นาวาอากาศตรี ละเอิบ ปิ่นสุวรรณ์ ร้อมกันนั้นก็ได้จัดส่งนายทหารไปเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบก เพื่อให้บุคลากรเหล่านี้กลับมาเป็นกำลังหลักในการก่อตั้งโรงเรียนเสนาธิการ อากาศต่อไป

ระหว่างที่กองทัพอากาศยังไม่สามารถก่อตั้งโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ ได้นั้น การให้การศึกษาแก่นายทหารของโรงเรียนการบินชั้นสูงยังคงดำเนินต่อไป ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ กองทัพอากาศได้ปรับปรุงหลักสูตรของโรงเรียนการบินชั้นสูงเดิมให้เหมาะสมกับ กาลสมัย และเปิดการศึกษาขึ้นอีก เรียกว่า "โรงเรียนเพิ่มวิชานายทหารอากาศ" มีนายทหารเข้ารับการศึกษาจำนวน ๑๕ คน แต่ก็ต้องประสบปัญหาทำให้ไม่อาจเปิดการสอนในปีที่ ๒ ได้ เนื่องจากกองทัพอากาศก็ต้องปฏิบัติราชการสนามหลายครั้ง ไม่มีนายทหารพอที่จะมาดำเนินการในโรงเรียนการบินชั้นสูงอีกต่อไป จนกระทั่งในปี พ.ศ.๒๔๙๐ กองทัพอากาศได้เปิดหลักสูตร "โรงเรียนนายทหารนักบิน" ขึ้นมีระยะเวลาการศึกษา ๑ ปี

หลังจากที่โรงเรียนนายทหารนักบินเปิดดำเนินได้ ๑ ปี กองทัพอากาศได้พิจารณาแล้วเห็นว่ามีนายทหารที่สำเร็จการศึกษามาจากโรงเรียน เสนาธิการทหารอากาศ ฯ ต่างประเทศ และนายทหารที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเพียงพอที่จะตั้งโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศได้ จึงได้เริ่มก่อตั้งโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ ขึ้น แต่ในระหว่างนั้นก็ยังคงเปิดหลักสูตรโรงเรียนนายทหารนักบินต่อไปอีกเป็นชุด ที่ ๒ กองทัพอากาศได้ก่อตั้งโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศขึ้น ณ ที่ตั้งดอนเมือง เมื่อ วันพฤหัสบดี ที่ ๒ มิถุนายน ๒๔๙๒ ซึ่งตรงกับ วันขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๗ ปีฉลู โดยมีพลอากาศโท หลวงเทวฤทธิ์พันลึก ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารอากาศในขณะนั้นเป็นผู้ทำพิธีเปิด และใช้สถานที่ อาคารของกรมยุทธศึกษาทหารอากาศเป็นอาคารเรียน คณะผู้ดำเนินงานในโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ เมื่อครั้งเริ่มก่อตั้งประกอบด้วย พลอากาศโท หลวงเชิดวุฒากาส ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง เสนาธิการทหารอากาศ และได้รับการแต่งตั้งเป็น ผู้อำนวยการโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ ฯ เป็นท่านแรก และนาวาอากาศเอก หะริน หงสกุล เป็นรองผู้อำนวยการ ฯ พร้อมด้วยคณะอาจารย์ประจำอีก ๕ ท่าน คือ นาวาอากาศเอก ทวี จุลละทรัพย์, นาวาอากาศโท เทพ เกษมุติ, นาวาอากาศโท สวัสดิ์ โพธิวิหค, นาวาอากาศโท ละเอิบ ปิ่นสุวรรณ์ และ นาวาอากาศโท ไชย วิบูลย์พานิช

นอกจากนี้ยังมีอาจารย์พิเศษทั้งภายใน และภายนอกกองทัพอากาศทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนอีกหลายท่านที่มีส่วนช่วยให้ กิจการของโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ ดำเนินไปได้ โรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ ในขณะนั้นมีฐานะเป็นหน่วยขึ้นตรงของกรมเสนาธิการทหารอากาศ มีระยะเวลาศึกษาตามหลักสูตร ๑ ปี นายทหารที่เข้ารับศึกษามีชั้นยศ ตั้งแต่นาวาอากาศตรี ถึงนาวาอากาศเอก โดยคัดเลือกมาจากเหล่าต่าง ๆ การศึกษาในชุดที่ ๑ มีผู้เข้ารับการศึกษาเรียกว่า "นายทหารฝึกหัดราชการ" จำนวน ๑๖ คน ในจำนวนนี้เป็นนายทหารเหล่านักบิน ๑๐ คน, เหล่าช่างอากาศ ๒ คน, เหล่าพลาธิการ, เหล่าสรรพาวุธ, เหล่าสื่อสาร และเหล่าแพทย์อีกเหล่าละ ๑ คน ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ถึง พ.ศ. ๒๔๙๗ กองทัพอากาศอยู่ระหว่างหัวเลี้ยวหัวต่อของการพัฒนากองทัพ มีความต้องการเจ้าหน้าที่ในการดำเนินกิจการต่าง ๆ เป็นจำนวนมากจึงไม่สามารถจัดนายทหารเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหาร อากาศได้ เป็นเหตุให้หลักสูตรโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศต้องหยุดชะงักลงไม่สามารถ เปิดดำเนินการเป็นเวลาติดต่อกันถึง ๕ ปี อย่างไรก็ตามในห้วงเวลาดังกล่าว กองทัพอากาศก็ได้เปิดหลักสูตรโรงเรียนนายทหารนักบิน เพื่ออบรมนายทหารชั้นผู้บังคับฝูงทดแทน กองทัพอากาศได้เปิดหลักสูตรโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ ชุดที่ ๒ เมื่อ วันศุกร์ ที่ ๒ กรกฎาคม ๒๔๙๗ โดยใช้สถานที่เดิม มีพลอากาศจัตวา สวัสดิ์ โพธิวิหค ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง รองเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารอากาศ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน เสนาธิการทหารอากาศ และ นาวาอากาศเอก ประสงค์ คุณะดิลก เป็นรองผู้อำนวยการ ฯ และเปลี่ยนมาเป็นหน่วยขึ้นตรงของกรมยุทธศึกษาทหารอากาศ รวมทั้งได้ปรับปรุงหลักสูตรใหม่โดยใช้รากฐานเดิมของหลักสูตรในชุดที่ ๑ มีระยะเวลาการศึกษา ๑ ปี

หลักสูตรโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ ชุดที่ ๒ มีผู้เข้ารับการศึกษาจำนวน ๒๔ คน โดยคัดเลือกมาจากนายทหารเหล่าต่าง ๆ ประกอบด้วย นายทหารเหล่านักบินจำนวน ๑๕ คน, เหล่าช่างโยธา, เหล่าพลาธิการ, เหล่าขนส่ง, เหล่าสื่อสาร, เหล่าแพทย์, เหล่าการเงิน และเหล่าช่างอากาศ จำนวนเหล่าละ ๑ คน รวมทั้งมีนายทหารจากกองทัพบกเข้ารับการศึกษา ๒ คน และนับเป็นครั้งแรกที่มีนายทหารต่างเหล่าทัพเข้ารับการศึกษาในโรงเรียน เสนาธิการทหารอากาศ ในต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๘ กองทัพอากาศได้ปรับปรุงแก้ไขอัตราของกองทัพอากาศ และมีการเปลี่ยนชื่อตำแหน่งจาก "ผู้อำนวยการโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ" เป็น "ผู้บัญชาการโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ" และแต่งตั้งให้ พลอากาศจัตวา ประสงค์ คุณะดิลก เป็นผู้บัญชาการโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ และ พลอากาศจัตวา ศิริชัย วาทิน เป็น รองผู้บัญชาการ ฯ ในปีเดียวกันนั้นโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศได้รับการอนุมัติให้ก่อสรัาง อาคารเรียนของโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศขึ้น เนื่องจากสถานที่เดิมคับแคบและโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ ได้ปรับปรุงกิจการให้มีความก้าวหน้าทางการศึกษา รวมทั้งจำนวนนายทหารฝึกหัดราชการได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นจากเดิม อาคารหลังนี้มีลักษณะเป็นอาคารไม้ที่สร้างขึ้นเป็นการชั่วคราว ทั้งนี้เพื่อให้ทันกับความต้องการของทางราชการ เมื่อจบการศึกษาของโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ ชุดที่ ๒ แล้วกองทัพอากาศมีความจำเป็นต้องใช้สถานที่ของโรงเรียนเปิดโรงเรียนนายทหาร นักบินขึ้นอีก ๒ รุ่น (ชุดที่ ๔ และ ชุดที่ ๕)จึงเป็นเหตุให้หลักสูตรโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศต้องหยุดชะงักไประยะ หนึ่ง โรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศเปิดดำเนินการขึ้นอีกครั้งเมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ การศึกษาใน ชุดที่ ๓ มีนายทหารเข้ารับการศึกษาจำนวน ๔๓ คน โดยแยกเป็นทหารอากาศ ๓๖ คน กองทัพบก ๕ คน และกองทัพเรือ ๒ คน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีนายทหารทั้งสามเหล่าทัพเข้ารับการศึกษา และได้มีการปรับปรุงหลักสูตรโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

ในปี พ.ศ.๒๕๐๐ กองทัพอากาศมีคำสั่งให้กรมยุทธศึกษาทหารอากาศเปิดการอบรมหลักสูตรโรงเรียน เสนาธิการทหารอากาศหลักสูตรพิเศษขึ้น โดยใช้สถานที่อาคารโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ นายทหารที่เข้ารับการศึกษาเป็นนายทหารสัญญาบัตรชั้นยศนาวาอากาศโท (เต็มขั้น) และชั้นยศนาวาอากาศเอก มีระยะเวลาการศึกษา ๔ เดือน (ตั้งแต่วันที่ ๑๕ มกราคม ถึงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๐๑) โดยมี พลอากาศตรี ศิริชัย วาทิน เป็นผู้อำนวยการอบรม ในปี พ.ศ.๒๕๐๒ กองทัพอากาศได้เปิดการศึกษาหลักสูตรโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ ชุดที่ ๔ ขึ้น เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๐๒ และทำการเปิดการศึกษาหลักสูตรโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน อนึ่งการคัดเลือกนายทหารเข้ารับการศึกษาในชุดนี้ กองทัพอากาศได้เปลี่ยนจากระบบการคัดเลือกมาเป็นการสอบคัดเลือกแทน ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผู้ที่มีพื้นความรู้เหมาะสมเข้ารับการศึกษา และได้ถือปฏิบัติเช่นนี้ตั้งแต่ชุดที่ ๔ เป็นต้นมา (ในปีการศึกษา ๒๕๓๘ โรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ ฯ ได้เปลี่ยนกลับมาใช้ระบบคัดเลือกเช่นเดิม) ในปี พ.ศ.๒๕๑๒ โรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศได้ก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่เป็นอาคารตึกชั้น เดียว (อาคารกองบังคับการ ฯ ในปัจจุบัน) เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๑๒ และสร้างแล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๑๓ เริ่มเปิดใช้งานเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๑๓ ซึ่งอยู่ในช่วงปลายปีการศึกษาของ ชุดที่ ๑๔ ในปีการศึกษา ๒๕๒๑ นับเป็นโอกาสพิเศษของโรงเรียนเสนาธิการทั้งสามเหล่าทัพ เนื่องจากพันตรี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบกหลักสูตรหลักประจำชุดที่ ๕๖ ซึ่งตรงกับหลักสูตรโรงเรียน เสนาธิการทหารอากาศ รุ่นที่ ๒๒ พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้า ฯ ร่วมกิจกรรมกับนายทหารนักเรียนโรงเรียนเสนาธิการเหล่าทัพอย่างไม่ถือพระองค์ และเมื่อทรงสำเร็จการศึกษาแล้ว พระองค์ยังทรงรับเป็นอาจารย์พิเศษบรรยายในโรงเรียนเสนาธิการเหล่าทัพใน ปีการศึกษา ๒๕๒๒ และ ๒๕๒๓ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมีพระราชดำริให้มีการฝึกร่วมและกิจกรรมการร่วมมือทาง วิชาการระหว่างโรงเรียนเสนาธิการเหล่าทัพ ซึ่งเริ่มปฏิบัติตั้งแต่ ปีการศึกษา ๒๕๒๑ (รุ่นที่ ๒๒) เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ในปีการศึกษา ๒๕๒๔ (รุ่นที่ ๒๕)

โรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศได้รับ นายทหารจากกองทัพอากาศมาเลเซียเข้าร่วมศึกษาเป็นครั้งแรก โดยรับเข้าศึกษาปีละ ๑ คน จนถึงรุ่นที่ ๔๓ กองทัพอากาศมาเลเซียไม่สามารถส่งนายทหารอากาศเข้าร่วมศึกษาได้ เนื่องจากประสบกับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ และได้เริ่มส่งนายทหารเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ อีกในปีการศึกษา ๒๕๔๖ (รุ่นที่ ๔๗) ในปี พ.ศ.๒๕๒๖ กองทัพอากาศได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นที่โรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศควรจะมี อาคารใหม่ เนื่องจากจำนวนนายทหารนักเรียน อาจารย์และข้าราชการได้เพิ่มมากขึ้นเป็นเหตุให้อาคารสถานที่ห้องบรรยายและ ห้องสัมมนาที่มีอยู่ไม่เพียงพอ จึงได้อนุมัติให้ โรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศสร้างอาคารหลังใหม่ขึ้นทางด้านทิศเหนือของกอง บังคับการ ลักษณะเป็นอาคารตึก ๔ ชั้น สร้างแล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๒๗ ซึ่งตรงกับการศึกษาในรุ่นที่ ๒๙ และใช้ดำเนินการศึกษาอบรมมาจนถึงปัจจุบัน ในปีการศึกษา ๒๕๓๓ (รุ่นที่ ๓๔) โรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ ได้รับนายทหารจากกองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลีเข้าร่วมศึกษาด้วยเป็นครั้งแรก ๑ คน โดยส่งเข้ารับการศึกษาปีเว้นปี จนกระทั่งในปีการศึกษา ๒๕๔๑ (รุ่นที่ ๔๒) กองทัพอากาศสาธารณรัฐเกาหลีไม่สามารถส่งเข้าร่วมศึกษาได้เนื่องจากประสบ ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ และได้เริ่มส่งนายทหารเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศอีกในปี การศึกษา ๒๕๔๕ และ ๒๕๔๖ (รุ่นที่ ๔๖ และรุ่นที่ ๔๗)

ในปีการศึกษา ๒๕๓๙ (รุ่นที่ ๓๘) โรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ ได้รับนายทหารจาก กองทัพอากาศออสเตรเลียเข้าร่วมศึกษาด้วยเป็นครั้งแรก และรับเข้าศึกษาอีกในรุ่นที่ ๔๑ และรุ่นที่ ๔๕ และ ในปีการศึกษา ๒๕๔๐ (รุ่นที่ ๔๑) มีนายทหารอากาศจากกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมศึกษาด้วยเป็นครั้งแรก ในปีการศึกษา ๒๕๓๘ (รุ่นที่ ๓๙) เป็นต้นมาได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการคัดเลือกนายทหารนักเรียนจากการสอบ คัดเลือกไปเป็นการคัดเลือกเข้าศึกษา สำหรับหลักสูตรการศึกษาได้รับการปรับปรุงแก้ไขทุกปีการศึกษา และต้องขออนุมัติใช้หลักสูตรทุกปีการศึกษาเช่นเดียวกัน ซึ่งการปรับปรุงแก้ไขในอดีตที่ผ่านมาเป็นเพียงปรับปรุงแก้ไขเพียงเล็กน้อย เท่านั้น ในปีการศึกษา ๒๕๔๑ (รุ่นที่ ๔๒) ได้มีการปรับปรุงแก้ไขหลักสูตรหลายประการตั้งแต่ปรัชญาการศึกษา วัตถุประสงค์ของหลักสูตร เนื้อหาสาระ และกระบวนการศึกษา มีการ บรรจุการฝึกงานในหน้าที่ฝ่ายอำนวยการลงในหลักสูตรเป็นครั้งแรกจำนวน ๑๐ วันทำการ ทั้งนี้เพื่อให้การศึกษาได้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และให้สอดคล้องกับการปรับโครงสร้างของกองทัพอากาศตามอัตรา ทอ.๓๙ ในปีการศึกษา ๒๕๔๒ ได้มีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายชื่อวิชา การจัดหมวดหมู่ของวิชาต่าง ๆ และการเปลี่ยนชื่อหมวดวิชาต่าง ๆ ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น อนึ่ง ตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๔๑ (รุ่นที่ ๔๒) เป็นต้นมาได้มีการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับภาวะวิกฤติ เศรษฐกิจ โดยการงดการศึกษาภูมิประเทศต่างประเทศ และลดจำนวนวันในการศึกษาภูมิประเทศภายในประเทศลง จนกระทั่งในปีการศึกษา ๒๕๔๓ (รุ่นที่ ๔๓) สถานการณ์ทางเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น จึงสามารถจัดให้มีกิจกรรมการศึกษาภูมิประเทศมากขึ้นกว่าสองปีที่ผ่านมา รวมถึงการจัดให้มีการศึกษาภูมิประเทศต่างประเทศขึ้นเช่นเดิม ในปีการศึกษา ๒๕๔๔ (รุ่นที่ ๔๕) ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการฝึกงานในหน้าที่ฝ่ายอำนวยการเป็นการฝึกปฏิบัติภายใน โรงเรียน โดยนำปัญหาจริงที่เกิดขึ้นในกองทัพอากาศมาให้ นายทหารนักเรียนดำเนินการแก้ปัญหาในรูปของคณะกรรมการบริหาร ทอ. ซึ่งขั้นตอนในการฝึกเริ่มต้นจากการศึกษาปัญหา หาข้อไขของปัญหา และรายงานการการแก้ปัญหา (โดยใช้รูปแบบการเขียนรายงานการพิจารณาของฝ่ายอำนวยการ) รวมทั้งการเขียนแผนงาน/โครงการในการนำผลการแก้ปัญหาไปปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

Quick Link

Link